“นอนกรน-นอนไม่หลับ”บ่อเกิดโรคเสี่ยงถึงตาย

หมอเตือนภัยเงียบการนอนกรน และนอนไม่หลับ ส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย บ่อเกิดสารพัดโรคโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ชี้สาเหตุมาจากการนอนไม่พอและไม่เป็นเวลา แนะหลีกเลี่ยงใช้ยานอนหลับ งดเหล้า-บุหรี่

ศ.นพ.ประพาฬ ยงใจยุทธ นายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลกพบปัญหาการนอนหลับกว่าร้อยละ 10-15 ส่วนประเทศไทย มีปัญหาป่วยจากการนอนในอัตรา 7 ต่อ 100 คน ส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน ซึ่งการนอนไม่พอส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เกิดภาวะหลงลืม ปัญหาการนอนเกิดหลายรูปแบบ ทั้งการนอนกรน การนอนไม่หลับ ซึ่งการนอนกรนก็ถือเป็นภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเกิดจากภาวะทางเดินหายใจตีบ ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย มีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในร่างกาย ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดและเกิดผลเสียต่อระบบต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้

ทั้งนี้จากสถิติทั่วโลกพบว่าโรคดังกล่าวจะเป็นมากในผู้ชายเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4 ผู้หญิงร้อยละ 2 สำหรับวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคที่เป็น ซึ่งบางกรณีสามารถแก้ไขได้ทันที อาทิ เรื่องน้ำหนักตัว นอนตะแคง นอนหนุนหมอนหรือยกหัวเตียงสูงหลีกเลี่ยงการรับประทานยานอนหลับ การดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะช่วง 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เลิกสูบบุหรี่ แต่บางกรณีก็ไม่สามารถแก้ไขได้ต้องใช้เครื่องอัดอากาศแรงดัน คู่กับการใช้ยาและผ่าตัดขยายทางเดินหายใจ

ผศ.นพ.วัฒนชัย โชตินัยวัตรกุล สาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่าอาการนอนไม่หลับจนไม่สามารถทำกิจกรรมปกติได้ในช่วงกลางวันนั้น เกิดจากการนอนไม่เป็นเวลา และการใช้ยานอนหลับ จนพฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังเพราะจะส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับเครื่องจักร คนขับรถ ถือเป็นอาการที่พบเจอบ่อยที่สุด โดยทั่วโลกพบถึงร้อยละ 10