ใช้โปรแกรมช่วยเหลือแม่ซึมเศร้าหลังคลอด

กรมสุขภาพจิต เชิดชูพระคุณแม่ของลูกๆ เด็กพิเศษ พร้อมเผย ผลสำเร็จการใช้โปรแกรมช่วยเหลือแม่ซึมเศร้าหลังคลอด
คุณหญิงสรัสนันท์ เรืองตระกูล ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “มอบความสุขนี้ให้แม่ : Happiness for Mom ” เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2560 ร่วมด้วยพลเอกวันชัย เรืองตระกูล ประธานมูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูล ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ นายแพทย์ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรม
สุขภาพจิต และแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล เพื่อให้ลูกๆ ที่บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้เป็นแม่ พร้อมกันนี้ ได้เผยถึงผลการวิจัยการใช้โปรแกรมช่วยเหลือมารดาที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดว่าได้ผล ภาวะซึมเศร้าลดน้อยลง
นายแพทย์ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การฝึกฝนให้เด็กคนหนึ่งช่วยเหลือตัวเองได้ อยู่ในระเบียบวินัย และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ เป็นภารกิจสำคัญของพ่อแม่ทุกคน แต่การฝึกสิ่งเหล่านี้ในเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เป็นแม่จึงต้องอดทนและเสียสละอย่างมาก จนบางครั้งแทบไม่มีเวลาสำหรับดูแลตัวเอง เพื่อต้องการเห็นลูกก้าวเดินไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเองตามศักยภาพและสามารถอยู่ในสังคมนี้ได้ต่อไป แม่ของเด็กกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ จึงควรได้รับการยกย่อง ตลอดจนการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการดำเนินชีวิตที่ต้องต่อสู้เพื่อคนที่รักที่สุด ความอดทนที่ต้องอดทนต่อสภาพปัญหาในครอบครัวและสังคม ดังนั้น จึงอยากวิงวอนให้ทุกครอบครัวที่มีลูกหลานเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษช่วยกันดูแลจิตใจซึ่งกันและกันและประคับประคองกันไป เพื่อให้ปัญหาที่หนักเป็นเบาได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ก็ควรสนับสนุนและให้ความเข้าใจเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า นอกจากกลุ่มผู้เป็นแม่ของลูกๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว กลุ่มแม่หลังคลอดเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่กรมสุขภาพจิตได้ให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งในประเทศไทยมีการศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พบสูงถึง ร้อยละ 16.8 หญิงหลังคลอดมีความเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ได้แก่ สุขภาพมารดา ความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส ความเพียงพอของรายได้ และความกดดันทางสังคมของเพศหญิง ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมักมีอาการรุนแรงในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการทารก โดยเฉพาะด้านภาษา หญิงที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดมักจะมีปัญหาในการเลี้ยงดูบุตร เช่น ขาดปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ขาดพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ขาดการแสดงความรัก รวมถึงมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายมากขึ้น เช่น การใช้อารมณ์กับบุตร โดยพบถึงร้อยละ 41 ที่มีความคิดทำร้ายลูก การช่วยเหลือแม่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดตั้งแต่เริ่มแรกจึงมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลถึงพัฒนาการของเด็กๆ ในอนาคต โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านภาษา การสังเกตแม่หลังคลอดที่เสี่ยงมีภาวะซึมเศร้า สามารถสังเกตได้จาก มีอาการเซื่องซึมง่าย เศร้าง่าย ร้องไห้ง่าย อารมณ์จะขึ้น-ลง เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิดง่าย วิตกกังวลไปหมด ร่างกายอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ฯลฯ หากอาการเป็นอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ ควรพบจิตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้ ในการดูแลช่วยเหลือ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความร่วมมือจากคนใกล้ชิด ทั้งจาก พ่อ แม่ และสามีที่ต้องคอยให้กำลังใจว่า ภาวะที่เกิดขึ้นไม่ใช่โรค ไม่ใช่ความอ่อนแอ ภาวะนี้สามารถพบได้และจะหายไป ซึ่งคุณพ่อควรผลัดเปลี่ยนกันดูแลลูก เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อน ลดปัญหาการนอนไม่หลับ อย่าตำหนิ หรือโมโห เวลาคุณแม่แสดงอารมณ์แปลกๆ ขึ้นๆ ลงๆ อย่าปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียว ต้องช่วยกัน สนับสนุนกัน เป็นกำลังใจให้กัน อดทนและเข้าใจกัน รวมทั้งควรกระตุ้นให้ได้ทำกิจกรรมต่างๆ พาไปออกกำลังกายเบาๆ ให้คำชม และอาจพาเข้ากลุ่มบำบัด ได้เจอกับครอบครัวอื่นที่เผชิญปัญหาเช่นเดียวกันนี้และผ่านไปได้ ฯลฯ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
ด้าน แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวเสริมว่า สถาบันราชานุกูลได้ดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาและทดสอบคุณภาพโปรแกรมช่วยเหลือมารดาที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดย พญ.วรวรรณ จงสง่าวิทยาเลิศ และคณะผู้ทำวิจัย ใช้ระยะเวลาในการวิจัย 3 ปี (พ.ศ. 2558 – 2560) ด้วยการพัฒนาโปรแกรมที่ดัดแปลงมาจาก THINKING HEALTHY: A manual for psychosocial management of perinatal depression (2) ของ WHO เป็นรูปแบบการช่วยเหลือโดยการเยี่ยมบ้านที่สามารถทำได้โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช ซึ่งงานวิจัยนี้ ศึกษาในหญิงหลังคลอด 1 เดือน ที่คัดกรองพบภาวะซึมเศร้า ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี ขอนแก่น นครพนม เชียงใหม่ และกระบี่ เปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รูปแบบการเลี้ยงดูและพัฒนาการเด็กระหว่างกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือตามโปรแกรมเป็นระยะเวลา 6 เดือนกับกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือตามระบบ ข้อมูลเบื้องต้น จากการคัดกรองหญิงหลังคลอด 1,198 คน พบ เสี่ยงภาวะซึมเศร้า 203 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.9 เมื่อได้รับการช่วยเหลือตามโปรแกรม ซึ่งจะเป็นการเยี่ยมบ้าน ให้ความรู้ และแนวทางการปฏิบัติตน ตลอดจนทักษะต่างๆ ในการดูแลสุขภาพ การรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง การสร้างความสัมพันธ์กับลูก และกับบุคคลรอบข้าง ซึ่งผลที่ได้ในภาพรวม พบว่า อาการซึมเศร้าของแม่หลังคลอด มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลลงลึกในรายละเอียดต่างๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพจิตสำหรับแม่และเด็กต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.